แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.



Toyota Vigo เช็คราคาโตโยต้าวีโก้ -โปรโมชั่น รถกระบะ

Toyota Fortuner เช็คราคาฟอร์จูนเนอร์ - โปรโมชั่นรถยนต์ใหม่
สนใจลงโฆษณาคลิกที่นี่เพื่อดูรายละเอียด หรือโทร. 089-8170357 จิ๊ด

Messages - kong25

หน้า: [1] 2
1
- ปกติพวงมาลัยสามก้าน มีคนบอกว่ารถลุยสามก้านเหมาะกว่า สี่ก้านคงไปเปลี่ยนภายหลังมั้ง รุ่นใหม่ไม่แน่ใจ
- พรีรันเนอร์ กับ 4x4 เท่าที่รู้ตัวเดียวกัน นอกจากเกียร์ขับสี่ อย่างอื่นส่วนใหญ่คาดว่าเหมือนกัน
- การดูว่าเป็นพรีรันเนอร์มาจากโรงงาน หรือไม่ คงต้องดูจากคู่มือรถละมั้ง
   ภายนอกก็ดูจำนวนนัตล้อ (5/6), เทียบขนาดปีกนก, แหนบเหนือเพลา
- วีโก้เครื่องยนต์ ไม่ค่อยมีปัญหาจุกจิก โดยภาพรวมถือว่าทนทานกว่ายี่ห้ออื่น

2
ใช้ของศูนย์ ก็ดี
castrol ก็พบมีคนใช้ บอกว่าดีนะ สำคัญอย่าเป็นน้ำมันปลอม

3
น่าลองประกวดดูครับ เช็คกติกาดู
เชื่อว่าพวกรถส่งของ วิ่งเยอะ คงไปเกินล้าน อะครับ

4
ของร้านทั่วไปน่าสนใจกว่ามั้ง มีหลายรุ่น หลายยี่ห้อ
อาจลองถอดไปให้ร้านซ่อมเช็ค

5
รุ่น 3.0 เป็น VN Turbo หมดแหละ
เท่าที่ติดตามการใช้งานเทียบกันโดยรวม สรุปได้ว่าทนกว่ายี่ห้ออื่นๆ

จะมีประเด็นที่ความพอใจสมรรถนะช่วงล่าง อาจแวะร้านดีๆ เปลี่ยนโช๊คหลังให้ถูกใจก็พอ (หาข้อมูลในเน็ตก็ได้)

6
ลองไล่ตรวจดูเองได้ไหม
ปกติไม่น่ามีไรดัง

แนะนำไปศูนย์อื่น รวมทั้งลองขับรถ Test drive เทียบกัน

7
น้ำหนักท้ายมากขึ้น พวงมาลัยเบาเป็นเรื่องธรรมดา
น่าจะแก้ที่ท้ายให้รับน้ำหนักได้ดีขึ้น โดยการ เสริมแหนบ

+ หากต้องการเปลี่ยนโช๊คที่รับน้ำหนักได้มากขึ้น ที่ไม่แพงนัก ได้แก่ KYB super red, ถ้าโช๊คแก๊ส ได้แก่ Profender แกนใหญ่ กระบอกโต

...
รถหนักขึ้น ไม่ควรขับเร็ว *รถบรรทุกหนักเขามักจำกัดความเร็วด้วยซ้ำ 80 km/h*
เมื่อบรรทุกหนัก แล้วจะขับเหมือนรถไม่บรรทุกหนัก ก็พอได้ แต่ถือว่าไม่ได้มาตรฐานการขับที่ปลอดภัย

8
เข้าใจว่าเกิดจาก การเผาไหม้ไม่ทัน หรือ มีเขม่าสะสมในท่อ (รถที่ไม่ค่อยอัดคันเร่ง มานาน จะเป็นได้)
โดยรวม จะเกิดอาการนี้ได้บ้าง *ปกติ*
+เคยเจอหลายครั้ง ยี่ห้ออื่น เร่งเครื่อง ระเบิดควันออกมา ฟุ้งเต็มถนน

9
น่าจะได้ แต่คงยุ่งยากหน่อย เจาะด้วยมั้ง
ควรใช้แบบเดิมดีกว่า ไม่เกะกะ ดึงแค่ระดับหลังคาก็พอแล้ว (ไม่ดึงก็ได้)
...ส่วนตัว ไม่ค่อยใช้ สนิมจับ จนดึงไม่ได้แล้ว แต่ยังใช้รับคลื่นสถานีได้ดี
*ไม่ค่อยใช้ เพราะเปลี่ยนวิทยุเทปมาเป็น cd แล้ว ฟัง mp3 ตลอด*

10
ควรเอารถเข้าเช็คที่ศูนย์เพื่อเช็ค
เป็นได้หลายอย่าง ส่วนใหญ่น่าจะเป็นเพราะมีคราบสกปรกจากไขที่ปนในน้ำมันไปอุดตันที่ปั้มน้ำมัน

11
รถกี่ปีครับ ถ้ายังไม่เคยเปลี่ยน ยาง และโช๊ค ถือว่าใช้คุ้มมากเลย
โช๊ค ถ้าจะเปลี่ยนก็ดี แสนโลคุ้มแล้วละ แต่ถ้ายังพอใจ อาจรอจนเช็คว่ามันเสียก็ได้
โช๊คที่เสีย หรือเสื่อมสภาพมีดังนี้
- รั่ว จะเห็นว่าน้ำมันรั่วซึม ชัดเจน
- แก๊ส ระเหยออกไป อันนี้ดูไม่ค่อยออก อาจสังเกตว่ารถมีอาการรถ ดึง/ไถล ซ้าย ขวา เมื่อเบรกหรือทางขรุขระ
  หรือถอดออกมา กด ดู โช๊คแก๊ส ปกติจะมีการคืนตัว ถ้าแก๊สไม่มีจะไม่คืนยืดตัว ต้องดึงยืดเอง
...
ลองดูว่า เขาบอกว่าเป็นโช๊ค ยี่ห้ออะไรครับ
ยี่ห้อที่ดี ลองหาดูเว็บ บริษัทผู้ผลิต ที่มีมาตรฐานก็ได้แก่ KYB, Tokico, Gabrial, Monro,
Westcoast, Procom, Bilstein, Tein
ของไทยที่ส่งออก ตปท.เขายอมรับ คือ Profender
ยี่ห้ออื่น เช่น Amada, PM9, Aztech ...

อาจเทียบราคา กับของศูนย์

และลองบอกยี่ห้อ-รุ่นโช๊ค ให้ สมาชิกแนะนำก็ดี
หลายท่าน อาจเคยใช้ จะแนะนำได้ว่า โช๊ค รุ่นไหนใช้ดี นุ่ม+หนึบ
ยางที่ว่ามา ก็เคยใช้ นุ่มดี เกาะโค้งดี (กรณีทางแห้ง สำหรับการขับเร็วกว่าค่อนข้างเร็ว +)
ถ้าฝนตกทางเปียก ควรผ่อนความเร็วลงหน่อย (ถ้าขับแบบทั่วไป ไม่ถึงกับแย่)

รถผม โช๊คหน้าเปลี่ยนที่ แสน กม.
โช๊คหลัง เปลี่ยนประมาณ 5 หมื่น กม. ปัจจุบัน โช๊คหลังใส่ของ Profender ยังพอใจอยู่

12
ตอนนี้เล็งๆ ว่าจะเปลี่ยน ลูกปืนไดชาร์ท ลูกรอกสายพาน ไว้ อีกสักหน่อย คงสั่งเปลี่ยนเลย

รวมทั้งลูกรอกแถวในเครื่องด้วย ที่ใช้กับสายพานราวลิ้น ไม่รู้มีกี่ตัว
(ถ้ามีตัวเดียวก็ได้เปลี่ยนแล้วตอน 150000 กม. แต่ถ้ามีตัวอื่นอีก คราวหน้าจะสั่งเปลี่ยนด้วย)

13
สนับสนุนให้ปักหมุด กะทู้นี้ ด้วยครับ

14
4336 บาท ครับ
ไม่ได้เป็นการเช็คระยะ เนื่องจากพ้นประกันแล้ว รถใช้มา 9 ปีกว่าละ
โดยผมกำหนดให้เขาทำ ดังนี้
- เช็คทำความสะอาด หล่อลื่นกลไกเบรก อันนี้ค่าแรงประมาณ 600
- เปลี่ยนน้ำมันเครื่อง+กรอง, น้ำมันเกียร์ เฟืองท้าย
...
ถ้าเช็คระยะ จะมีค่าแรง ประมาณ 1200 มั้ง
แต่ถ้าสั่งทำตามรายการที่แจ้ง จะจ่ายน้อยกว่า ค่าแรงรวมกันแล้วไม่ถึงพัน

15
เพิ่งไปเปลี่ยนน้ำมันเครื่อง เกียร์ เฟืองท้าย ที่ 2 แสน กม. (ใช้มา 9 ปีกว่า-รถรุ่นแรกเลย 3.0 cab)
คิดจะเปลี่ยน ลูกรอกสายพาน ตอนแรก เจ้าหน้าที่บอกว่าต้องสั่งและมัดจำก่อน พอทำจริง บอกว่า ถ้าไม่มีไรผิดปกติ ไม่ต้องเปลี่ยน ปกติไม่ค่อยได้เปลี่ยนกัน เลยยังไม่ได้สั่งอะไหล่
ไม่รู้ต้องเปลี่ยนเมื่อไรดี รวมถึงลูกปืน คอมแอร์ ไดชาร์จ คิดว่าอีกหน่อย กะจะเปลี่ยนละ

ตอนเข้าไปไมล์ที่ 199955 กม. (ระยะจริงได้เยอะกว่านี้ เพราะใส่ยางใหญ่กว่าเดิม)
เช้านี้ขึ้น 2 แสนละ

16
ใส่แล้ว เป็นไงบ้าง เหมือนเดิม ... หรือดีขึ้น (นุ่ม หนึบ นิ่ง)
+++ลองปรับลงยางให้พอดีดูด้วย+++
...
ของผมรถรุ่นแรก โช๊คหน้า ติดรถใช้ 100000 กม.
โช๊คหลัง ชุดแรก เปลี่ยนที่ประมาณ 5 หมื่น กม. (ไม่ใช้ของศูนย์ ทั้งหน้า-หลัง)
จนปัจจุบันเกือบ 200000 กม. ละ เปลี่ยนโช๊คหลังมาสี่-ห้าชุดแล้ว (ชุดสี่ยังดี แต่ลองชุดห้า ยี่ห้ออื่น)


17
ด้านหลัง มั่นใจว่าได้แน่นอน
ด้านหน้า ก็เช่นกัน (95% คาดว่าได้ครับ) คือรูปร่าง และขนาด น่าจะเหมือนกัน
แต่การ set อาจจะเปลี่ยนแปลงให้ใช้งานได้ดีมากขึ้น
(ของรุ่นเดิม โช๊คหน้าจะนุ่มไปหน่อย โค้งแรงจะเหวี่ยง ทางตรง นุ่ม หนึบ นิ่งดี
ส่วนโช๊คหลัง ของเดิม รีบาวไม่ค่อยดี ทำให้นุ่มแป๊บเดียว ขับไปหน่อยจะกระด้าง และเต้น)


18
ลมยางที่เหมาะสม ควรทำให้นุ่มถูกใจหรือยอมรับได้ แล้วยังเกาะถนนได้ดีด้วย แล้วไม่อ่อนเกินไป จนทำให้รถอืดมากหรือหากอ่อนมากอาจทำให้ยางเสียหายได้

จากที่บอกมา ควรลองลดลมยางดูสักหน่อย
อาจเริ่มจากด้านหลัง เหลือสัก 40 เช่น หน้า 38 - หลัง 40
หลังจากนั้นอาจปรับ จนถูกใจ เช่น (หน้า-หลัง)38-38, 36-36, 35-35, 34-34, 33-33, 32-32
ไม่ควรน้อยกว่า 30 แล้วละ

ลมยาง เกี่ยวข้องกับยางที่ใช้ เช่น
ยางแก้มเตี้ย ลมยางเท่ากัน จะแข็งกระด้างกว่า
ยางที่มีชั้นลวดรับแรงมาก ลมยางเท่ากันจะแข็งกระด้างกว่า
ยางเก่ามากขึ้นยางมักจะแข็งมากขึ้น ลมเท่ากันจะกระด้างกว่า
นอกจากนี้ยังมีผลจากเนื้อยางด้วย ซึ่งมีความอ่อนแข็งต่างกันในยางแต่ละรุ่น/ยี่ห้อ

19
โตโยต้าปัจจุบัน หลายๆ รุ่น น่าใช้หมด ส่วนตัวคิดว่าคุ้ม ถ้าซื้อรุ่นที่มีออพชั่นเป็นที่พอใจ
เครื่อง 3.0 ก็นับเป็นรุ่นที่มีชื่อเสียงโดดเด่น ด้านสมรรถนะ ความทนทานและประหยัดน้ำมันมาก

20
ปกติการรับประกัน ตามคู่มือรถ จะไม่รวมยาง เนื่องจากเป็นชิ้นส่วนที่สึกหรอ
(เว้นแต่ว่าชิ้นส่วนรถอื่นๆ จะทำให้ยางชำรุด เช่น มีชิ้นส่วนหลุดไปเสียดสีกับยาง เนื่องจากประกอบมาไม่ดีเป็นต้น)

 ปกติยางมักชำรุดจากสภาพการใช้งาน เช่น ขับออกจากศูนย์ แค่ 10 เมตร ไปทับตะปู จนยางแตก ก็ควรที่จะรับผิดชอบโดยผู้ใช้รถเอง

แต่ถ้าดูแล้ว ยางผลิตมาไม่ดี เช่น บวม ปริ แต่แรกเลย ก็น่าจะเคลมได้ (โดยเคลมกับตัวแทนบริษัทยาง หรืออาจเคลมผ่านทางศูนย์รถ)



21
1. หลังคา ตามความชอบ
2. กันโคลง ไม่จำเป็น ถ้าไม่มีปัญหาโคลง จนทนไม่ไหว จากการใช้งานปกติ
3. กล้องหลัง น่าจะถามที่ร้านได้

22
น่าใช้ทั้งคู่แหละ
ตัวธรรมดา ก็เพียงพอ (น่าจะแทบทุกสถานการณ์) กรณีที่ท่วมไม่สูงนัก
รุ่นพรี ก็ลุยน้ำได้มากขึ้น พอๆ กะ 4WD แต่ขับเคลื่อนได้ 2 ล้อ
รุ่นพรี ที่มีเพิ่ม จากธรรมดา น่าจะสรุปได้ดังนี้ (ผิดพลาดอะไรรอผู้รู้มาตอบเพิ่มละกัน)
- อุปกรณ์ ชิ้นส่วน ช่วงล่างเหมือน 4 WD (ชิ้นใหญ่ บึกกว่า) น่าจะลุยทางกันดารได้ดีกว่า รุ่นธรรมดา
- ล้อ + ยาง ใหญ่ขึ้น มีราคาแพงขึ้น (เมื่อเปลี่ยนยาง จะแพงกว่า) เมื่อยางกว้างกว่าโดยรวมจะขับหนึบกว่า
  แต่เมื่อฝนตก หรือมีน้ำขัง ยางหน้ากว้างจะรีดน้ำด้อยกว่ายางที่แคบ (ลักษณะดอกยางก็มีผลด้วย)

+ เกียร์ ออโต ก็น่าใช้ ขับสบายมากขึ้น

สรุป ธรรมดาก็ดีไม่น้อย หากต้องการเพิ่มเป็นพรี รวมทั้ง ออโต ก็ตามความพอใจละครับ
* เกียร์ออโต (โดยเฉพาะของปิกอัพโตโยต้า) มีบางท่านบอกว่ามีข้อดีคือ ทนทาน  ไม่ต้องกังวลการซ่อมเปลี่ยนแผ่นคลัช ปั้มคลัช เหมือนเกียร์ธรรมดา
  - ลองค้นดูเพิ่มเติมในเว็บ 2.7 vvt-i Auto 4WD


26
เพิ่มเติม รถผมรุ่นแรก Cab มีLiner+เพิ่มยางรองกระบะอีกชั้น
ใส่ยาง 225/70/15 ลมยาง 32
แหนบใส่ของปัจจุบัน โช๊ค Profender (ของ Vigo 4WD)
- - - ขับทางใกล้ ทางไกล ทางปูน ทางกันดาร ขับช้า ขับเร็ว ผมว่านุ่ม ดี
 เมื่อเทียบกับรถบัสผมว่ามันนุ่มกว่าอีก
จะนุ่มกว่าเก๋งบางรุ่น ด้วยซ้ำ (ความหนึบ ก็ OK โดยเฉพาะเมื่อใช้ยางที่ลงตัว)
coolly_0005

27
รุ่นใหม่ ปรับปรุงมาดีกว่าเดิมแล้ว น่าจะถือว่าค่อนข้าง Perfect
เท่าที่ดู มีการปรับปรุงตั้งแต่ minor change มาเรื่อยๆ แล้ว เช่น
1.แหนบ : รุ่นหลังๆ นุ่มกว่ารุ่นแรก ยกเทียบกันจะเบากว่า ทำให้ราคาถูกลงกว่าเดิมด้วย รุ่นแรกราคาข้างละ ประมาณ 3500 รุ่นปัจจุบัน ราคาประมาณ 2500
2.โช๊ค : รุ่นหลังๆ นุ่มหนึบกว่ารุ่นแรก รุ่นแรก ใช้ไปสักพัก นิ่มแค่ 20 เมตร แล้วจะกระด้าง + เต้น เมื่อผ่านทางขรุขระ
3.ระดับท้าย รุ่นแรก ท้ายโด่งแข็งไปหน่อย ทำให้ท้ายกวาดได้ง่ายกว่า รุ่นหลังๆ ท้ายนุ่มกว่าจะหนึบกว่า
3.ฝาปิดถังน้ำมัน : รุ่นแรก มีหยดน้ำเกาะได้มาก เมื่อฉีดล้าง ต้องคอยเช็ด รุ่นหลังป้องกันได้ดีขึ้น แต่ก็ควรเช็ดให้แห้งและสะอาดโดยเฉพาะก่อนไปเติมน้ำมัน
4.กลิ่นฉุนจากแอร์ ไม่ค่อยมี รุ่นแรก งมหาสาเหตุ กันนาน (http://www.vigothaiclub.com/topic/7600)
...
สำหรับรุ่นแรก พวกขับ4 ไม่ค่อยมีปัญหานัก เพราะยางใหญ่ ขับแล้วนิ่งหนึบไม่กระดางนัก
จะมีปัญหากับรุ่นขับ2 (เตี้ย)
รุ่นแรก ถ้าต้องการให้ปรับปรุงให้ Perfect ซึ่งน่าจะค้นพบแนวทางกันมากแล้วก็มีดังนี้
* แหนบ (รุ่นแคปหรือ4ประตู)
    - แหนบเดิมรองแหนบบนสุด 1 แผ่น จะไม่ดีด ไม่กระด้าง
    - หรือเปลี่ยนใส่แหนบรุ่นปัจจุบัน ก็นุ่มนิ่งดี (รุ่นแคปกับ 4 ประตู ใช้เบอร์เดียวกัน)
    - แหนบรุ่น TRD คงนุ่มหนึบดี มียางรองกันกระแทกด้วย (แพง-ยังไม่เคยลอง)
*โช๊ค
    - ใช้ของ รุ่นปัจจุบัน น่าจะดี (ไม่เคยลอง) โดยเฉพาะ KYB
    - ใช้ของ KYB คล้ายๆ รุ่นของ ไทเกอร์ 4WD หนึบ ไม่กระด้าง ช้าๆไม่นิ่มนัก ยิ่งเร็วจะนิ่ม รูดถนนปูนได้ดี
    - ใช้ Profender ใส่ของ Vigo 4WD นิ่ม หนึบ OK (ปัจจุบันใส่อยู่คู่กับแหนบของรุ่นใหม่ ก่อนนี้ใส่คู่กับแหนบเดิมรอง 1 แผ่น)
    - ใช้ Profender ใส่ของ Vigo 2WD  Comfort ยังไม่เคยลอง แต่อ่านเจอมาว่าพวกขับ4 หรือพรี ใช้แล้วถูกใจ
*ยาง
   - รุ่นแรก ขอบ 15 มียาง SUV ที่น่าใช้หลายยี่ห้อ ขนาดที่ลงตัวคือ 225/70R15 เช่น Nitto, Yokohama, BF, Michelin, Dunlop
  - รุ่นปัจจุบัน ขอบ 16 พวกรุ่นแรกบอกว่าใส่ size นี้รถวิ่งดีกว่า มียางดีๆ เหมือนกัน แต่น่าจะแพงกว่า เช่น Dunlop PT

สรุป รุ่นปัจจุบัน ทุกส่วนแทบไม่ต้องค้นหา ต่างกับรุ่นแรกๆ
หากอยากค้นหา แค่หายางที่ถูกใจ โช๊คอาจลองตามยี่ห้อและรุ่นข้างบน
 

28
ส่วนใหญ่มักเป็นเพราะซีลเสื่อมสภาพจากการใช้งานมานาน  ใช้งานในทางกันดาร การแก้ไขโดยเปลี่ยนซีลใหม่ (ควรนำรถซ่อมที่ศูนญ์บริการ) ++อาจมีอาการจากแบริ่งชำรุดด้วย++

รถที่ใช้งานในทางไม่กันดารนัก ทางเรียบๆ คงใช้งานได้นานกว่า รถที่ลุยทางขรุขระบ่อยๆ


29
ซื้อรุ่นแรก ตอนนั้นสนใจเทคโนโลยีดีเซล D4D ซึ่งก็ OK ใช้ดี ทนทาน ประหยัดน้ำมัน สมรรถนะดีมาก
+ อยากมีรถดีเซลสักคันเผื่อใช้กะไบโอดีเซล แต่ภายหลังได้ผลสรุปแล้ว ไม่เหมาะกะไบโอดีเซล มันเหมาะกะเพียวดีเซลมากกว่า เสียดายไม่มีใช้แล้ว ***ยังอยากให้มีดีเซลล้วนหรือ B2 กลับมาขาย***

30
ส่วนตัวใช้วีโก้รุ่นแรก ติด LockTech สำหรับล็อคเบรค คลัช (มียี่ห้ออื่นด้วย)
*ตอนเอาไปติดล็อค อย่าให้ช่างถือกุญแจรถเรา
*เมื่อนำรถเข้าเช็คระยะหรือซ่อม ก็เอากุญแจชุดล็อคแยกออกมาเก็บไว้

(อาจติดตั้ง สวิตลับ ตัดสตาร์ท ไว้ด้วย ลองหาข้อมูลซื้อขายตามเว็บต่างๆ)


31
ลองหาข้อมูลจาก " reset ecu เกียร์ "
http://www.weekendhobby.com/offroad/toyota2700club/Question.asp?ID=2213

หรือลองใช้วิธี Reset Gear Auto ตามนี้ี้ดูครับ
1) ดับเครื่องบิดสวิทช์ไปที่ off(หากเดินเครื่องอยู่)
2) บิดสวิทช์ไปที่ on ไม่ต้องสตาร์ท รอประมาณ 6 วินาทีให้ไฟหน้าปัทม์ที่กระพริบอยู่หยุดทุกตัว
3) เหยียบคันเร่งให้สุด 1 ครั้ง แล้วเหยียบเบรค 1 ครั้ง
4) สตาร์ทรถ แล้วเหยียบคันเร่ง เพื่อเร่งเครื่องให้ถึง 3000 รอบ แล้วผ่อนคันเร่ง
5) ดับเครื่อง และดึงกุญแจออก
6) สตาร์ทรถ และลองขับยาวดูความรู้สึก

**หากไม่ได้ผล ควรนำรถเข้าตรวจสอบ ที่ศูนย์บริการ**


32
ถ้าเป็น 2 wd ก็แค่ไปสั่งให้เปลี่ยนน้ำมันเครื่อง + ไส้กรอง แล้วศูนย์จะเช็คอื่นๆให้
อาจแจ้งให้เขาดำเนินการเพิ่มดังนี้ (ขึ้นกับลักษณะการใช้งาน หนักมาก/น้อยแค่ไหน)
- เช็คทำความสะอาดเบรก (ทุก 6 เดือน หรือ 1 ปี)
- สลับยาง (ทุก 10000 - 20000 กม.)
กรองอากาศ เปลี่ยนตามสภาพ (ของผมเปลี่ยนทุก 60000 - 120000 - 180000)
แนะนำให้ทำที่ศูนย์
ข้อดี เครื่องมือพร้อม น้ำมันเครื่องและอะไหล่ มั่นใจในคุณภาพได้ (รับประกันงานซ่อมและอะไหล่ที่ใช้ด้วย)
แต่มีข้อด้อย คือ อาจรอคิวนาน (โดยเฉพาะวันเสาร์) และค่าแรงจะแพงหน่อย


33
ยางสูงและกว้างกว่าเดิมพอสมควร รถรุ่นธรรมดาน่าจะมีปัญหาล้อหน้าติดซุ้มล้อ โดยเฉพาะเมื่อเลี้ยว
คงต้องใช้โช๊คยกที่ล้อหน้า ส่วนล้อหลังก็เสริมแหนบ ซึ่งจะทำให้สูงขึ้น (เสริมแหนบก็จะนุ่มขึ้นด้วย)
ถ้ารถสูงอยู่แล้ว คงไม่มีปัญหาไร

ยางที่มีขายรุ่นนี้น่าจะนุ่ม เงียบกว่าติดรถเดิม ทางแห้งเกาะถนนกว่าแน่นอน
ทางเปียก อาจเหินน้ำได้ง่ายกว่าเนื่องจากหน้ากว้างขึ้นมาก - - -เมื่อฝนตกควรขับช้าลงกว่าเดิม แต่ถ้าดอกยางรีดน้ำดีก็คงช่วยได้บ้าง

34
Hobby & Relax / มีดี - เป็นไปได้
« เมื่อ: 26 มีนาคม, 2013, 11:16:16 AM »
http://www.khaosod.co.th/view_newsonline.php?newsid=TVRNMk5ESTJNelE1TVE9PQ==&subcatid=

โครงสร้างรถ อาจมีส่วนช่วยบ้าง
จังหวะที่โดนชน อาจลงตัวที่ทำให้ปลอดภัย + รถไหลไปตามรางด้วย ทำให้ลดแรงกระแทก
***อย่างไรก็ตาม กรณีนี้สุดยอดมาก***

35
ขาย
- ท่อใบพัด หลำเฮดเดอร์ ติดตั้งแทน CAT (ของใหม่ 2500)
- ท่อสูตร Nitto http://www.nitto-headerturbo.com/ท่อไอเสีย-ชุดคิท-Kits-Set/Nitto-headerturbo-k001-toyota-vigo.html

- ปลายท่อ Nitto (ของใหม่ 2500)

ส่งของให้ สำหรับ พื้นที่ จ. ลำปาง / พะเยา เท่านั้น
ราคา ตามที่ผู้ซื้อ พอใจจ่าย
โทร. 087-1753685

36
คนใช้รถดีเซล หลังจากใช้รถไปนานๆ คงกังวลว่า CAT จะตัน เนื่องจากรถดีเซลมักจะมีเขม่า ควันดำ ออกมาด้วย
แม้ว่ารถดีเซลที่ผลิตออกมาในปัจจุบัน จะไม่ค่อยมีควันดำแล้ว แต่ถ้าดูที่ปลายท่อไอเสีย จะพบว่ามีเขม่าดำอยู่ทุกคัน
นอกจากนั้น รถดีเซลหลายยี่ห้อแม้จะเป็นรุ่นใหม่ ก็ยังพบว่าในจังหวะที่คนขับเร่งเครื่อง จะมีควันดำพุ่งออกมาด้วย

สำหรับท่อ CAT รถดีเซล ที่เคยทราบ ไม่กำหนดอายุใช้งาน ไม่กำหนดการดูแลอย่างใด บางท่านบอกว่ามันจะทำความสะอาดเองเมื่อร้อนถึงจุดหนึ่ง ซึ่งอาจเป็นการเร่งเครื่องยนต์ ไปถึง สี่พันรอบ ขึ้นไป

สำหรับรถ วีโก้ เคยมี สมาชิก ที่ใช้ไปแสน กม. แล้วถอดออกมาถ่ายภาพให้ดู พบว่า สภาพยังสะอาดดี ใช้ต่อไปได้เรื่อยๆ
   โดยส่วนตัว เป็นรถวีโก้ 3.0 ใช้มาประมาณ 8 ปีกว่า กับระยะมากกว่า 180000 กม.
ได้มีประสบการณ์เกี่ยวกับท่อ CAT  เร็วๆนี้ ดังนี้
1. ได้ถอดท่อ แคท ออก ใส่ท่อใบพัดแทน (จ่ายค่าแรง 100 บาท) ผลคือ
 - ท่อคงจะโล่งเกินไป ; อัตราเร่ง ดูจะอืดกว่าเดิม ต้องเหยียบมากขึ้น (ความเร็วปลายไม่ทราบ อาจได้มากกว่าเดิม)
 - เปลืองน้ำมันมากขึ้น ลงไปขีดแรก ไม่ถึง 370 กม. ปกติได้มากกว่านั้น [ ซึ่งก็ได้ขับเร็วกว่าปกติ (เกิน 120) ด้วย]
 - กลิ่นไอเสีย (เช็คขณะถอย แล้วลงไปทางหลังรถ) เหม็นกว่าก่อนถอด มาก
 - เมื่อเร่งเครื่อง ได้ยินเสียงหวีด (เดิมๆ ถือได้ว่าไม่ได้ยินเสียงหวีด)
 - ฟิลลิ่งเปลี่ยนจากเดิม ขับไม่ค่อยมั่นใจ

2. ท่อแคทที่ถอดออก ดูแล้วดำมาก ค่อนข้างตัน ได้ใช้สายยางต่อก๊อก ฉีดน้ำล้างกลับไปกลับมา จนน้ำออกโล่ง (เป็นสายเปล่า ใช้มือกดบีบให้ฉีดล้าง)
  สภาพหลังจากล้าง ดูแล้วสะอาด เอี่ยม หลังจากนั้นจึงเก็บผึ่งไว้
  หลังจากได้ลองใช้ท่อใบพัดแทนแคท ได้ประมาณ 600 กม. จึงถอดออก นำท่อแคทที่ล้างไว้ใส่กลับคืน งานนี้ทำเอง ด้วยประแจกรอกแกกต่อก้าน คู่กับ ประแจแหวน เบอร์14 ผลการใช้ท่อแคท ที่ล้างแล้ว ประมาณนี้
- น่าจะโล่งกว่าตอนก่อนล้าง
- ไอเสีย จางมาก กลิ่นไม่ค่อยมี ดีกว่าออกรถใหม่ๆ (อาจจะจางดีกว่าพวกเบนซินด้วยมั้ง)
- ขับมั่นใจกว่า
- ดูท่า ประหยัดน้ำมัน กว่าตอนถอด ขับเร่งไปยังไง เกจน้ำมันก็ลงช้า
- กะว่า จะถอดล้างอีกที ที่ 3 แสน กม.
เพิ่มเติม
- ท่อแคทติดรถ ทำมาดี ใส่ลงตัวกว่าท่อแทนแคท (ท่อแทนแคทซึ่งทำข้างนอก บิดเล็กน้อย)
- ท่อแคทติดรถเดิม โดยรวมสภาพภายนอกดูดี ผ่อง หน้าแปลนลงตัวมาก
- เมื่อใส่ยางใหญ่กว่าเดิม 225/70r15 ไม่ยกรถ คนไม่อ้วน มุดทำได้  เหนื่อยหน่อย (ชุดเปื้อน 1 ชุด + ทำตอนเย็น-กลางคืน ยุงเยอะ โดนกัดที่เท้าตรึม กลางวันไม่มีเวลา)
- ถ้าถอดท่อแคทออกมาล้างแล้วใส่กลับคืนเลย น่าจะทำได้ ในเวลาไม่เกินครึ่งวัน ซึ่งมักจะถอดใส่ง่ายกว่าเพราะจุดยึดลงตัวกว่า
  (ท่อแทนแคท  ตรงแท่งยางยึด ถอดยาก คิดหาวิธีอยู่ครู่ สุดท้ายใช้ฆ้อนตีออก)
 
**รถวีโก้ หรือ ฟอร์จูนเนอร์ ที่ ใช้ไบโอดีเซล (B100) แล้วเครื่องขัดข้อง ช่างในศูนย์ตรวจพบว่า หัวฉีดตัน แต่ถ้าลองเปลี่ยนหัวฉีดแล้วไม่หาย จะพบว่า CAT ตัน โดยผุ-ยุ่ย อุดตัน
หลังจากแก้ไข โดยทะลวง CAT เครื่องยนต์ก็ทำงานได้ปกติ  ซึ่งอาการนี้ รถที่ใช้ดีเซลธรรมดามักไม่ค่อยเป็น **
***รถเบนซิน เท่าที่ทราบ ไม่ค่อยมีปัญหา แคทตัน อาจมีบางรายติดแก๊ส แล้วร้อน จนท่อแคทแตก) ***


37
ผมว่า ที่เป็นกันมาก สาเหตุ หลักมาจากน้ำมัน ปนเปื้อน ยางและไขสบู่ ซึ่งหลักๆ ก็ปนมาจากไบโอดีเซล
นะครับ
ผู้ผลิตน้ำมัน พวก ปตท. บางจาก ยังไม่รู้เลย ว่า น้ำมันไบโอดีเซล จะมีปัญหา GUM เกิดขึ้นได้
ผมไปศูนย์วิจัย ปตท. ได้แนะนำให้เขาทดสอบ GUM TEST ด้วย
สาเหตุที่เกิด คราบยางเนื่องจาก มันแยกออกไปไม่หมด
..ให้นึกภาพเปรียบเทียบน้ำมันดิบที่ไม่ได้กลั่นเอายางมะตอยออก..
ไบโอดีเซล เขาผลิตโดยการกลั่นไม่ไหว จึงแยกยาง/ไขมันออกได้ไม่หมด
แม้มาตรฐานกำหนดระดับเจือปนของ GUM ไว้ แต่คงไม่ค่อยได้มาตรฐานกันหรอก
อาจไม่ได้ทดสอบคุณภาพกันอย่างต่อเนื่อง/ทุกล๊อต

38
ขอบคุณข้อมูลของรถรุ่นใหม่ๆ มีการพัฒนามากขึ้นจริงๆ
ส่วนตัว คงใช้รุ่นแรกต่อไป แต่ได้ปรับเปลี่ยน โช๊คอัพ ที่น่าจะลงตัว ถูกใจแล้วล่ะ

สำหรับเทคโนโลยี หัวฉีด piezo รู้ก่อนแล้วว่า โตโยต้าเริ่มใช้มาหลายปีแล้วกับรถที่ขายทางยุโรป
บ้านเราก็ทะยอย อัพเกรด ตามไปเรื่อยๆ

เทคโนโลยี piezo ทาง Bosch เริ่มเอาไปใช้กับพวกรถยุโรป ก่อน ในปี 2004

แต่เทคโนโลยี คอมมอนเรล โตโยต้า็เป็นผู้นำก่อนใคร (กับรถ Hino ปี 1995)

 + มิตซูบิชิ เริ่มทำเครื่องดีเซลแบบ vvt - i ในปี 2010 แล้ว

http://en.wikipedia.org/wiki/Diesel_engine


39
มีหลายท่านตอบในเว็บนี้ (ของชาวเหนือ)

http://www.vigonorthernclub.com/bbs/viewthread.php?tid=6936&extra=page%3D1


40

โช๊คอัพ (Shock Absorber) ทำหน้าที่หน่วงการเคลื่อนที่ (ลดการเต้นขึ้นลงของสปริงหรือแหนบ) โดยมีวาล์วให้น้ำมันผ่านที่ลูกสูบ และแผ่นวาล์ว
การเลือกใช้งาน ก็ขึ้นกับประสบการณ์ และความพอใจของแต่ละคน
(ในหัวข้อนี้ ขอเน้นวิชาการ ไม่ระบุ ยี่ห้อ/รุ่น ของโช๊คละกัน)
โช๊คอัพ มีการผลิตออกมา แบบต่างๆ ตามระบบ การพัฒนา ดังนี้
ระบบน้ำมัน
มาตรฐานการผลิตทั่วไปในปัจจุบัน มีห้องน้ำมันบรรจุในกระบอก 2 ชั้น
อาจเรียกกันว่าท่อคู่ (Twin tube) แต่ด้านบนสุดของกระบอกด้านนอกเป็นช่องว่าง (ก็มีอากาศอยู่เหมือนพื้นที่รอบตัวเราทั่วไป)
ลูกสูบจะวิ่งขึ้น-ลง ผ่านน้ำมัน ตามท่อวาล์ว

ความหนืดของน้ำมัน และการใช้วาล์วมีผลต่อความไวในการทำงาน
ผลจากความหนืดของน้ำมัน
น้ำมันหนืดมากขึ้น + ลูกสูบวิ่งช้า/ยุบน้อยลง + แข็ง กระด้างขึ้น+นิ่ง+แน่นหนึบขึ้น
น้ำมันหนืดน้อย + ลูกสูบผ่านไว/ยุบง่าย + นุ่มขึ้น + นิ่ง/แน่นหนึบน้อยกว่า
ผลจากวาล์ว
วาล์วเล็กให้น้ำมันผ่านยากขึ้น - ลูกสูบวิ่งช้า/ยุบน้อยลง - แข็ง กระด้างขึ้น - แน่นหนึบขึ้น
วาล์วให้น้ำมันผ่านง่าย - ลูกสูบผ่านไว/ยุบง่าย - นุ่มขึ้น - โยนและกระเด้งมากขึ้น
ลักษณะการทำงานของโช๊คน้ำมัน
โช๊คน้ำมัน เมื่อกดเข้าไป จะไม่คืนตัว ต้องดึงแกนให้ยืดออกมา การกดและดึงยืด ยากหรือง่าย ก็ขึ้นกับความหนืดของน้ำมัน รวมทั้งวาล์ว

**รถปิกอัพรุ่นเก่าจากโรงงานจะใช้โช๊คน้ำมัน**

การทำงานของโช๊คแบบนี้  โดยการวิเคราะห์ เห็นว่า เมื่อทางเรียบ อาจจะหนึบไม่โยนดีสำหรับโช๊คหนึบ
แต่เมื่อทางขรุขระเป็นคลื่น เนื่องจากมันไม่ช่วยดันให้คืนตัว ล้อที่ยุบลงจะกระแทกผิวที่สูงขึ้นในจุดถัดไป จะรู้สึกแข็งกระด้างกว่าโช๊คน้ำมันที่ไม่หนึบที่ความเร็วเท่ากัน
ขณะที่โช๊คน้ำมันที่ไม่หนึบ ก็ต้องไปอย่างช้าๆ ค่อยๆหยอด ถ้าวิ่งเร็วก็กระแทก แบบเต้นๆ ตามการทำงานของแหนบหรือสปริง
 
โช๊คน้ำมันนี้มีการผลิตโช๊คระบบน้ำมันแบบปรับตั้งได้ ซึ่งมักปรับวาล์วเพื่อให้ความรู้สึกนุ่มหนึบต่างไป เ่ช่นยี่ห้อ rancho 9000xl เป็นต้น

ระบบแก๊สท่อคู่ (Twin tube)
มาตรฐานการผลิตทั่วไปในปัจจุบัน มีห้องน้ำมันบรรจุในกระบอก 2 ชั้น
เรียกกันว่าท่อคู่ (Twin tube) แต่ด้านบนสุดของกระบอกด้านนอกบรรจุแก๊ส มีแรงดัน (แก๊สไนโตรเจน)
ลูกสูบจะวิ่งขึ้น-ลง ผ่านน้ำมัน ตามท่อวาล์ว เช่นเดียวกับระบบน้ำมันธรรมดา แต่โช๊คแก๊ส เมื่อกดเข้าไป จะยืดคืนตัวได้
การกดและคืนตัวยากหรือง่าย ก็ขึ้นกับความหนืดของน้ำมัน รวมทั้งวาล์ว และแรงดันแก๊ส

ลักษณะการทำงานของโช๊คแก็สท่อคู่
โช๊คแบบนี้ เมื่อกดจะยุบตัวได้บ้าง ซึ่งทำให้มีความนุ่มนวล แล้วจะมีแรงดันแก๊สต้านการยุบ ซึ่งช่วยลดระยะการโยกเยก ทำให้นิ่งขึ้น

การทำงานของโช๊คแบบนี้  โดยการวิเคราะห์ เห็นว่า สำหรับโช๊คหนึบกว่า เมื่อทางเรียบ จะหนึบไม่โยนดี แต่จะรู้สึกกระด้างกว่าโช๊คที่นุ่มกว่า
เมื่อทางขรุขระเป็นคลื่น เนื่องจากมันช่วยดันให้คืนตัว ล้อที่ยุบลงจะคืนตัวผ่านผิวที่สูงขึ้นในจุดถัดไป โช๊คที่คืนตัวช้าจะรู้สึกแข็งกระด้างกว่าโช๊คที่คืนตัวไวที่ความเร็วเท่ากัน

บางท่านเห็นว่า โช๊คที่ดีควรยุบไว คืนช้า จึงไม่ใช่เสมอไป กับสถานการณ์ต่างๆ
อาการยุบไว คืนช้า ช่วยให้นุ่ม (จากการยุบ) และหนึบ (จากการคืนตัวช้า) ซึ่งสภาวะแบบนี้เหมาะกับการขับขี่ทางราบเรียบ และตรง หรือโค้งกว้างๆ ใช้ความเร็วสูงได้นิ่ง
แต่การขับขี่ในกรณีทางขรุขระจะไม่ดีตามที่กล่าวข้างต้นแล้ว กรณีที่มีีการโยกเปลี่ยนเลน หรือกรณีโค้งแคบ จะทำได้ไม่ดีนัก เนื่องจากการยุบไว จะทำให้มีอาการเหวี่ยง/แกว่งส่ายมากกว่า
การขับรถที่ใช้โช๊คแบบนี้ ขณะโยกเปลี่ยนเลนอาจขับแบบ ยกไปทั้งคัน (วีโก้รุ่นแรกๆ จะเป็นแบบนี้)

โดยรวมแล้วโช๊คที่มีการคืนตัวดี (พอสมควร) จะเหมาะสมกับการใช้งาน ดีกว่า โดยเฉพาะโช๊คหลังสำหรับปิกอัพซึ่งใช้แหนบ จะทำให้มีความนุ่มนวลกว่า แม้ในย่านความเร็วสูงขึ้น

ระบบแก๊สท่อเดี่ยว (Mono tube)
มาตรฐานการผลิตทั่วไปในปัจจุบัน มีห้องน้ำมันบรรจุในกระบอกชั้นเดียว (หรือ 2 ชั้น โดยชั้นนอก เป็นห้องแก๊สเสริม)
โดยมีบรรจุแก๊ส แยกห้องกับน้ำมัน
ลูกสูบจะวิ่งขึ้น-ลง ผ่านน้ำมัน ตามท่อวาล์ว เช่นเดียวกับระบบน้ำมันและโช๊คแก๊สท่อคู่
โช๊คแก๊สท่อเดี่ยวนี้ การกดและคืนตัวยากหรือง่าย ก็ขึ้นกับความหนืดของน้ำมัน รวมทั้งวาล์ว และแรงดันแก๊ส ทำนองเดียวกับโช๊คแก๊สท่อคู่

ลักษณะการทำงาน
โช๊คแบบนี้ เมื่อกดจะมีแรงดันแก๊สต้านทันที ซึ่งทำให้มีรู้สึกแข็งกว่าแบบท่อคู่ โดยเฉพาะเมื่อใช้กับล้อหลัง
แต่จะทำให้นิ่งขึ้น

การทำงานของโช๊คแบบนี้  ทางเรียบ จะนิ่ง หนึบดี แต่จะรู้สึกกระด้างกว่าโช๊คแก๊สแบบท่อคู่ โดยเฉพาะที่ความเร็วต่ำ
แต่เมื่อทางขรุขระเป็นคลื่น เนื่องจากมันช่วยดันให้คืนตัวได้ไว ล้อที่ยุบลงจะคืนตัวผ่านผิวที่สูงขึ้นในจุดถัดไปได้ดี ที่ความเร็วสูง
โช๊คท่อเดี่ยวนี้ี้มีการผลิตแบบ กระบอกแก๊สแยก (Sub tank) สามารถปรับแรงดันแก๊สได้ [แรงดันมาก จะแข็งกระด้างกว่า แต่คืนตัวไวกว่า]
รวมทั้งมีแบบปรับวาล์วได้ เพื่อให้ความรู้สึกนุ่มหนึบต่างไป

โดยรวมแล้วโช๊คท่อเดี่ยวนี้ จะทำให้นิ่งดี เหมาะที่จะใช้กับล้อหน้า ถ้าใช้ล้อหลังจะรู้สึกแข็งในช่วงความเร็วต่ำ (แม้จะไล่ผิวถนนได้ดีในช่วงความเร็วสูงขึ้น ซึ่งก็จะเหมาะกับคนชอบขับเร็ว)
และยังมีประเด็นจากการที่มีแรงต้านทันทีถูกกด ทำให้เมื่อบรรทุกหนักโช๊คถุกกดมากก็จะดันแรงมาก และแตกรั่วได้ ดังนั้นหากเลือกใช้ ผู้ขายจะไม่แนะนำให้บรรทุกหนัก

ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการทำงานของโช๊ค
* สปริง/แหนบ ; สำหรับวีโก้ แม้จะเป็นรุ่นแรก พบว่าเมื่อเลือกโช๊คที่เหมาะสม ยังสามารถ พบความนุ่มนวลได้แม้จะทำมาให้บรรทุกได้ดี (รุ่นตอนเดียว ไม่แน่ใจนัก แต่น่าจะทำได้ใกล้เคียงกับรุ่นแคป, ส่วนรุ่นสี่ประตูไม่น่าเป็นปัญหา)
* น้ำหนักกด : เห็นชัดกับล้อหลัง เมื่อบรรทุกมาก จะไม่กระด้าง
* ขนาดและลักษณะยาง : ยางใหญ่ซับแรงกระแทกดีกว่า, ยางบาง(ซีรี่น้อย)กระด้างกว่า
* ลมยาง : ลมยางมาก จะแข็งกว่า, ลมยางน้อย จะนุ่มกว่า และมักจะอืดกว่า
(แต่โช๊คบางรุ่นดึงดีขึ้น เมื่อลมยางมาก จะหนึบขึ้นและอาจรู้สึกว่าอืดขึ้น)

ข้อเสนอแนะ การเลือกใช้โช๊ค โดยเฉพาะ รถโตโยต้า วีโก้
โดยส่วนตัวแนะนำว่าใช้โช๊คหน้า เน้นหนึบกว่าโช๊คหลัง เน้นนุ่มน้อยกว่า (แต่ควรมีด้วย)
โดยล้อหน้าอาจใช้แบบ Mono tube (แบบซับแท้งในตัวจะติดตั้งได้ง่ายกว่าแท้งค์แยก) หรือ Twin tube ที่ค่อนข้างหนึบได้
ส่วนล้อหลัง ใช้แบบ Twin tube เลือกที่มีการคืนตัวดี (รีบาว ดี) จะรูดผ่านทางขรุขระได้ดีขึ้น ส่วนแหนบ พบว่าเป็นประเด็นรองไป
สำหรับวีโก้รุ่นแรก ท้ายโด่งไปนิด ลดลงหน่อยก็ดี (เช่นรถ 2wd รองแหนบบนสุดอีกสักแผ่น)

สำหรับการใช้โช๊คด้านหน้า ถ้าแข็งหรือหนึบมาก อาจกระแทกจนทำให้บูชปลายโช๊คชำรุดได้
หรืออาจทำให้ขาโช๊คหักหรืองอได้ ในกรณีรถสูงเช่นรุ่น 4WD จึงควรมีการตรวจสอบ บูช เสมอ และเลือกยี่ห้อโช๊คที่มั่นใจ
หากบูชไม่ดีอาจเอาบูชของเดิมติดรถมาใช้ (ถ้าใส่ได้)
แต่ถ้าขาโช๊คหัก (ผู้ผลิต) ควรปรับไม่ให้แข็งเกินไป

โช๊คแต่ละยี่ห้อ/รุ่น มีการใช้น้ำมันและวาล์ว รวมทั้งขนาด ต่างไป
* เท่าที่ใช้มา โดยเฉพาะแบบติดรถรุ่นแรก (โช๊คหลัง) นุ่มดีเมื่อขับทางเรียบ เมื่อผ่านทางขรุขระ จะกระด้าง
(เข้าใจว่าเป็นผล จากอาการ ยุบไว คืนช้า)
และขับไประยะหนึ่ง วิ่งทางไกลจะรู้สึกกระด้างขึ้น อาจเป็นเพราะแก๊สระเหยออกไป จนการคืนตัวไม่ดี (เข้าใจว่าจะเป็นกับรถแทบทุกยี่ห้อ ยกเว้นรุ่นขับสี่ หรือยกสูงที่ใช้ยางใหญ่ ซึ่งยางซับแรงกระแทกได้ดี)
* โช๊คแก๊ส ที่เคยใช้บางรุ่น ขับช้าแข็งหน่อย แต่วิ่งไว ผ่านหลุม ทางคอนกรีต ได้ดี ไม่กระเทือน
* โช๊คแก๊ส แบบท่อคู่ กระบอกใหญ่ สำหรับขับสี่ เอามาใช้กับ ขับสอง พบว่า ขับช้า/ไว ผ่านหลุม ทางคอนกรีต ได้ดี ไม่กระเทือนนัก วิ่งทางไกลก็ไม่กระด้าง

41
คายาบา super red จะแข็งไปหน่อย ถ้าใส่โช๊คหลังจะกระด้าง
น่าจะเหมาะแต่ด้านหน้า เพราะคนใช้รถไม่รับรู้ความกระด้างมากนัก และมีข้อดีคือรถเอียง/เหวี่ยงน้อยลง ...แต่โช๊คหน้า หัวโช๊คมีบูชยึด 2 ชิ้น
โช๊คที่แข็ง เมื่อกระแทกจะกระแทกอัดบูชยาง บูชตัวล่างจะถูกอัดจนย่นสั้นกว่าเดิม ทำให้หัวโช๊คยึดไม่แน่นมีเสียงดังสังเกตได้เมื่อชลอจอด (ถ้าเนื้อยางไม่ดีบูชยางอาจแตกได้)
ต้องขันอัดเพิ่มให้แน่นขึ้น (ถ้าสุดเกลียวเสียก่อนก็ต้องหาแหวนมารอง)

โดยรวม super red ไม่ค่อยพบปัญหาแกนโช๊คหน้าหักหรืองอ เมื่อเทียบกับยี่ห้อแปลกๆ ที่มีคนใช้กัน

สำหรับโช๊คด้านหลัง ควรใช้ คายาบา std. สีดำ หรือ Profender แกน 20 มม. กระบอกใหญ่ หรือบางท่านแนะนำ อมาดา

42

จากเดิมที่เคยใช้รถโตโยต้า มาก่อน
เมื่อได้รถวีโก้ใหม่ (รุ่นแรก ปี 47) มีการใช้ตู้พัดลมแอร์พลาสติก ถูกใจเลย (เคยใช้ตู้พัดลมจากเหล็กแผ่นปั้มขึ้นรูป มันมีปัญหาคม
เมื่อเอาผ้าไปเช็ดมืออาจถูกบาดได้)
  แต่ปัญหารถรุ่นใหม่ของโตโยต้า ที่น่าจะพบกันมาก คือ แอร์มีกลิ่นฉุน แสบจมูก
ซึ่งพบว่ามีบางรายฉีดน้ำหอมเข้าไปก็สามารถกลบกลิ่นได้ แต่ปัญหาแก้ไม่หายขาด มีไม่น้อยที่อาการหายไปหลังจากใช้รถไปมากกว่า 3-4 เดือน
สาเหตุของกลิ่นฉุน สาเหตุหลัก มาจากคราบน้ำมันที่ชุบฉาบชิ้นส่วนที่เป็นเหล็กเพื่อกันสนิม บริเวณปากทางเข้าตู้พัดลมแอร์
โดยชิ้นส่วนที่จะมีคราบน้ำมันก็คือ เหล็กยึดตู้พัดลมแอร์ และ คานกลมซึ่งเป็นโครงรถขวางอยู่ใต้คอนโซล
เมื่อพัดลมดูดอากาศผ่านทางเข้า จะดูดไอน้ำมันเข้าไป ทำให้เปิดแอร์ใหม่ๆ จะมีกลิ่นฉุนทุกครั้ง จนกว่าคราบน้ำมันจะแห้งไปเอง ซึ่งอาจจะนานนน หลายๆปี
การแก้ไข
เมื่อเราเปิดเก๊ะ เห็นปล่องพัดลมแล้ว ให้หาผ้าชุบน้ำสะบู่บิดหมาด มาเช็ดคราบน้ำมัน ที่เหล็กยึดตู้พัดลมแอร
และ คานกลมโดยรอบ เฉพาะบริเวณปากทางเข้าตู้พัดลมแอร์
แค่นี้ แอร์ก็จะหายกลิ่นฉุน
โดยที่ชิ้นส่วนนี้ จะยังคงไม่มีปัญหาเกิดสนิมแต่อย่างใด เนื่องจากมีการชุบมาแล้ว
   หลายท่านรวมทั้งร้านแอร์ไม่รู้จุดนี้ บอกว่าเป็นเรื่องปกติไปซะงั้น
+ สิ่งที่ควรทำเพิ่มเติม มีดังนี้ +
1. ควรถอดพัดลมแอร์ มาทำความสะอาดใบพัดลมบ้าง (ส่วนตัวเองไม่ได้ถอดมาล้างนานละ) + ใช้ผ้าชุบน้ำบิดหมาดเช็ดรอบๆ ในตู้พัดลมด้วย ถ้าทำไม่เป็นก็ให้ร้าน/ศูนย์ทำให้
2. รถรุ่นแรกๆ ไปติดกรองแอร์ซะ ของศูนย์ราคาไม่แพง ตามคลับก็มีทำขายกันเยอะ (รถรุ่นใหม่มีมาให้แล้ว)
3. พรมปูพื้น กลิ่นจากยางรองมักจะเหม็นจนมึนเลย จึงควรเลือกที่ไม่มีกลิ่นจะดีที่สุด (พรมแบบผ้าสีน้ำตาลของศูนย์ ก็ดีไม่มีกลิ่น ออกจะกลิ่นหอมกรุ่นด้วยซ้ำ) แต่อาจไม่ชอบที่ พรมแบบนี้กักฝุ่น ต้องคอยใช้แปรงปัดออกบ่อยๆ
   ส่วนรถตัวผมเองด้านหลัง (รถแคป) ก็ใช้แบบยางมาวางบนพรมอีกชั้น ปัจจุบันเปลี่ยนมาเป็น PVC ซึ่งยังมีกลิ่นอยู่บ้าง แม้จะเอาวางทิ้งไว้ชานบ้านเป็นเดือน
4. ล้างแอร์แบบไม่ถอดตู้ซักครั้งก็ดี ที่ศูนย์น่าจะยังทำกันอยู่ จะอบโอโซนให้ด้วย
5. ติดตะแกรงกันหนู (ที่ปล่องรับลมภายนอก อยู่ในห้องเครื่อง) มีขายตามคลับหลายที่
6. ตรงปล่องรับลมที่ติดตะแกรงกันหนู ผมใช้ฟองน้ำซื้อจากร้านก่อสร้าง มาตัดเข้ารูปอัดใส่ปล่องนี้ เพื่อกรองและกันฝุ่นเข้าไปด้วย 2 ชั้น จะเต็มปล่องพอดี
การทำแบบนี้เมื่อเปิดรับลมภายนอกลมจะเข้าน้อยมาก แทบไม่รู้สึก (ถ้าใส่กรองแอร์ หรือฟองน้ำบางชั้นเดียว คงไม่ลดลมเข้าอย่างนั้น)
แต่จะพบว่านานเข้าเมื่อฝุ่นสะสมที่ฟองน้ำเมื่อนานๆ มาเปิดรับลม(อาจโดยบังเอิญ) จะได้กลิ่นฝุ่น ต้องปิดซะก่อน หากนำฟองน้ำไปล้างผึ่งแล้วมาใส่ใหม่จะไม่เป็นไร
ข้อดีของการอัดปล่องภายนอก ในห้องเครื่องนี้คือ
- ป้องกันปัญหาเสียงลม เข้าช่องลมนี้ ได้ดี (เชื่อว่าปกติถ้าไม่อุดอะไร นานไป จะมีปัญหาแผ่นปิดไม่สนิทจะมีเสียงลมเข้าดังเสียดสี)
- ป้องกันเศษใบไม้ วัสดุ หลุดเข้าไป ซึ่งกรองแอร์ ก็ช่วยป้องกันไม่ให้พัดลมดูดพวกนี้เข้าไปได้ แต่การอุดหรือติดกรองตรงปล่องนี้ ป้องกันต้นทางเลย
  ใบไม้ต่างๆ ไม่เข้าไปถึงกรองแอร์ แต่กรองแอร์ก็ยังคงมีฝุ่นจับบ้าง
  (พวกรถรุ่นเก่าๆ ที่ไม่มีไรเลย รวมทั้งไม่มีกรองแอร์ จะมีปัญหาใบไม้ เศษวัสดุ หรือหนูบุกรุกไปในระบบแอร์ได้ หากเปิดรับลมภายนอกไว้)
**แนวทางนี้ น่าจะใช้ได้กับรถโตโยต้าแทบทุกรุ่น ยกเว้นรุ่นหรือรถยี่ห้ออื่นที่อุปกรณ์ ไม่เหมือนกัน ปัญหามาจากอย่างอื่น**
**รถรุ่นเก่าๆ (ก่อนวีโก้) อุปกรณ์ บางอย่าง เช่น กรองแอร์ จะยังไม่มีใช้)

43
* * *เท่าที่ทราบมา รถคันที่ควันดำ เขาจะล้างทำความสะอาด หรือเปลี่ยน CAT และอาจ reset ECU ด้วย ***
การถอดสายไฟจากขั้วแบต เป็นการ reset ECU
+ ควรเช็ค กรองอากาศ (ควรเป่ากรอง ทุก 2-5 พัน กม. และเปลี่ยนที่ระยะ 30000 - 60000 กม.)

สำหรับ หัวฉีด : ลองเติมน้ำยาล้างหัวฉีด ดูบ้างทุก 5000 - 10000 กม.

อีกประเด็นคือ เซ็นเซอร์ วัดอากาศ ควรเช็ค / ทำความสะอาด ด้วย

การล้างไอดี ก็คงช่วยได้บ้าง พวกที่ทำมามักบอกว่าวิ่งดีขึ้น

44

- ขับช้ากว่า 120 + ไม่บบรทุก 2.5 ประหยัดกว่า
- ขับเกิน 120 หรือบรรทุก / มีการเร่งขึ้นทางชันบ่อย  3.0 ประหยัดกว่า
- ขับแข่งประหยัด (เร่งถึง 100 แล้วดับปล่อยไหล สลับไปมา - - - 3.0 อาจชนะได้ที่ 1, เกินกว่า 60 กม./ลิตร)

45
การเลือกใช้น้ำมันเครื่องยี่ห้ออื่น ประเด็นที่ควรระวัง คือ น้ำมันเครื่องสังเคราะห์
บางยี่ห้อ อาจไม่เข้ากับรถ ที่สำคัญคือซีล
โดยน้ำมันสังเคราะห์หรือสารเติมอาจมีปัญหากัดซีล ทำให้รั่ว
เช่นรั่วที่ โอริง หัวฉีด
ที่หนักมาก คือรั่วที่ปะเก็น ซึมออกมาตกลงพื้น หรือรั่วที่ฝาปะกบทำให้น้ำเข้าไปในห้องเผาไหม้ เครื่องพังเลย


อีกประเด็นคือ หัวเชื้อน้ำมันเครื่อง อาจมีปัญหาได้ทำนองเดียวกัน หรือมีปัญหาโคลนเกาะชิ้นส่วนภายใน
http://www.opel.in.th/index.php?topic=2836.0
http://www.optraclub.com/board/forum_posts.asp?TID=16469&PN=31


46
ใช้งานมานานรึยัง ถ้านานแล้ว อาจเป็นเพราะโช๊ค หมดสภาพ
ลองเปลี่ยนโช๊คดูก่อน บางทีอาจรวมถึงสปริงด้วย


47
แนะนำให้ลองใช้โช๊คยี่ห้อและรุ่นนี้
Profender Gas-premium ลูกสูบ 40 mm
โดยลองใส่เฉพาะ โช๊คหลัง เบอร์ PG7-4046

ปัจจุบันได้เอามาใส่กะวีโก้(รุ่นแรก) ใส่แล้วนุ่มไม่โดด

(โช๊คหน้าอาจใช้ของแบบติดรถเดิม)

48
ดูขนาดและลักษณะของรถแล้ว มันอาจจะเป็น Eco Car ของ Toyota ได้นะครับ
โดยมันมใช้ีที่ออสเตรเลีย ชื่อรุ่น Echo ซึ่ง คล้ายๆ คำว่า Eco ซะด้วย

49
ออสเตรเลีย ใช้วีโก้กันเยอะมาก ทราบมาว่านิยมใช้กันมาก (รองจากเก๋งโฮลเด้นรุ่นคอมมอนดอร์มั้ง)
อันนี้เป็นภาพรุ่นหนึ่ง ของโตต้า อาจขายในไทยปีหน้า

เอามาให้ดูคงไม่ผิดไรนะ ถ้าผิดแอดมินลบได้นะครับ

50
รถผม รุ่นแรกเลย ตั้งแต่ปี 2547 (ปัจจุบันไมล์อยู่ที่ประมาณ แสนเจ็ดกว่า) ยังไม่เปลี่ยนคลัชเลย
ดังนั้นสรุปว่า วีโก้ไม่เป็นปัญหาคลัชทุกคัน หรอก
เคยเจอกรณีแป้นคลัชจม ต้องคอยงัดขึ้น (เกิดหลังจากเปลี่ยนถ่ายน้ำมันคลัชที่แสนหก กม. หรือใช้มาประมาณ 7 ปีมาแล้ว) ต้องแก้ไขเปลี่ยนปั้มคลััชบนจึงหายเป็นปกติ


*** การขับที่ต่างจากรถรุ่นก่อนๆ น่าจะเป็นกรณี เมื่อเหยียบคันเร่งไป แล้ว ต้องการเบรกทันที หรือเบรกกะทันหัน
จากการที่คันเร่งเป็นไฟฟ้า รอบเครื่องจะไม่ลดทันที และแรงบิดเยอะ ทำให้เครื่อง - คลัช - เกียร์ ยังคงส่งกำลังไป ฝืนกับการเบรก
ทำให้มีปัญหาผ้าเบรกร้าว หรือคลัชพัง ส่วนเกียร์ไม่ค่อยมีปัญหากัน ***
***ดังนั้น ในเกียร์ธรรมดา ซึ่งส่วนใหญ่จะขับกันมันส์ เมื่อเร่งไปแล้ว กรณีที่ต้องเบรกกระทันหัน เกียร์ธรรมดาก็ต้องเหยียบคลัชด้วย เพื่อตัดกำลังเครื่อง ซึ่งจะเบรกทำงานได้ปกติดี ***

 ++ +โดยส่วนตัว เชื่อว่า การขับวีโก้แล้วเบรกกะทันหันโดยไม่เหยียบคลัช ทำให้คลัชพัง หรือผ้าเบรกร้าว และพบว่าเบรกไม่ค่อยอยู่+ ++

เมื่อเทียบกับอีซูซุ ของคนจากแผนกใกล้กัน มีปัญหากินน้ำมันเครื่อง เจ้าตัวเคยบอกใช้ไปเหลือติดขีดนิดเดียว ต้องคอยเติม ไม่รู้ว่าเขาเอาไปแก้รึยัง และเพื่อนร่วมงานเคยบอกว่า วันดีคืนดีเกิดคลัชหล่นออกมา เกิดได้ไงไม่รู้
(เรื่องกินน้ำมันเครื่อง ในวงการคงรู้กันดีแล้วละ)

สำหรับแผนกที่งานลุย 4WD งานกะ ใช้งาน 24 ชม. เทียบได้ชัดเลย มีแผนกที่มีีรถมาใช้เทียบกันเลย
คุยกับหัวหน้าเขาบอกว่า
การกินน้ำมัน วีโก้ประหยัดน้ำมันกว่า วีโก้ได้ประมาณ 11 โลลิตร, อีซูซุ ได้ประมาณ 10 โลลิตร
ปีเดียว อีซูซุ สิบกว่าคันพังหมดทุกคัน เครื่องพังมั่ง เกียร์พังมั่ง
ส่วนวีโก้ ยังใช้ได้ปกติ แต่เขาก็บอกว่ารถวีโก้ติดหล่มแล้วห้ามดิ้น เพราะคลัชจะหมด[/b)
(เป็นงานเหมือง - เหมืองใหญ่พอสมควร)



หน้า: [1] 2



vigo | วีโก้ | รับทำเว็บ